

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับช็อกโกแลต
* เราเชื่อว่า ช็อกโกแลตเป็นสิ่งที่ดี
* เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตให้ทั้งพลังงาน ช่วยให้อายุยืน แถมลดความเสี่ยงของโรคภัย
* ช็อกโกแลตทำมาจากเมล็ดโกโก้ที่มาจากต้นโกโก้ซึ่งว่ากันว่า หากปลูกในพื้นที่ป่าฝนต้นไม้สูงใหญ่ จะให้รสชาติดีเยี่ยม
* ไม่แปลกที่ช็อกโกแลตถูกมองว่าเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ ค่าที่โกโก้มีส่วนผสมของแร่ธาตุมากกว่าอาหารชนิดอื่น
* ผงโกโก้ 100 กรัม มีธาตุเหล็กถึง 14 มิลลิกรัม เช่นเดียวกับ โปแตสเซียม และฟอสฟอรัส
* แล้วธาตุเหล็กในผงโกโก้ ร่างกายก็สามารถนำไปใช้งานได้ถึง 93% ส่วนฟอสฟอรัสก็กลายเป็นสารอาหารถึง 85%
* เชื่อไหมว่า ในผงโกโก้มีแคลเซียมมากกว่านมเสียอีก แล้วแมกเนเซียมในผงโกโก้มีมากกว่าในขนมปังถึง 8 เท่า
* กิน ช็อกโกแลตเสริมแร่ธาตุแล้ว จะไปเพิ่มน้ำหนักตัวด้วยหรือเปล่า โดยเฉลี่ย ช็อกโกแลตเข้าไปเพิ่มพลังงานที่ร่างกายรับเข้าไป 0.7-1.4 %
* ดู จากตัวเลขไม่เห็นจะเพิ่มน้ำหนักได้ แต่แน่ละ ถ้าคุณบริโภคในปริมาณที่มากๆ หากไม่ได้เผาผลาญพลังงานออกไปเลย มันก็สะสมจนทำให้คุณอ้วนได้
* จะ ว่าไปไขมันในช็อกโกแลตมีส่วนช่วยป้องกันมะเร็งเต้านมได้ นัยว่ากรดไขมัน Oleic Acid (มีมากในน้ำมันมะกอก) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในสามที่พบในช็อกโกแลตช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งเต้านม
* ส่วนกรดไขมันอีก 2 ตัวคือ Palmitic และ Stearic ถึงแม้จะมีปริมาณไขมันมาก แต่ก็ไม่ได้ช่วยเพิ่มปริมาณคอเลสเตอรอลมากเกินแต่อย่างใด
* ผง โกโก้ให้พลังงาน 359 แคลอรี่ เครื่องดื่มโกโก้ร้อนให้พลังงาน 392 แคลอรี่ ขณะที่ช้อกโกแลตตั้งแต่ขมไปจนถึงหวานแบบใส่นมข้นด้วย จะให้พลังงาน 477-528 แคลอรี่
* ช็อกโกแลต นม (Milk Chocolate) เป็นช็อกโกแลตที่ได้รับความนิยมที่สุด มีส่วนผสมของโกโก้ลิเคอร์ 20-25% นม25-30% และน้ำตาล 50% ขณะที่ช็อกโกแลตขม (Dark Chocolate) ซึ่งมีผู้บริโภคช็อกโกแลตขมนี้ทั่วโลกอยู่ 5-10% ประกอบด้วยน้ำตาล 55% และโกโก้ลิเคอร์ 45%
* แล้ว ช็อกโกแลตขาว (White Chocolate) เป็นช็อกโกแลตหรือเปล่า ในเมื่อมันไม่มีส่วนผสมของโกโก้ลิเคอร์ หากแต่ทำมาจากน้ำตาล โกโก้บัตเตอร์หรือไขมันพืช นมผง และกลิ่นเท่านั้น บ้างว่าไม่น่าเป็นช็อกโกแลตจริงๆ อีกบ้างเห็นว่าเรียกช็อกโกแลตได้อยู่เพราะยังมีส่วนผสมของโกโก้บัตเตอร์อยู่ ดี
* คนเราสามารถกินช็อกโกแลตได้เป็นประจำ แต่ต้องในปริมาณที่พอเหมาะ
* ปริมาณช็อกโกแลตที่ควรกินต่อวันคือ 50 กรัม (2 ออนซ์) หรือเท่ากับช็อกโกแลตบาร์ 1 แท่ง
* แน่ นอนว่าช็อกโกแลตนั้นละลายในปาก เพราะอะไรหรือ ก็เพราะช็อกโกแลตขมจะเริ่มละลายในอุณหภูมิ 34-35 องศาเซลเซียส ซึ่งต่ำกว่าอุณหภูมิร่างกาย ส่วนช็อกโกแลตนมนั้นละลายในอุณหภูมิต่ำกว่าเสียอีก
* สาร เสพติดอย่างคาเฟอีนที่มีอยู่ในกาแฟ ชา น้ำอัดลม สำหรับช็อกโกแลตแล้ว มีปริมาณต่ำมาก ช็อดดกแลตนม 20 กรัม มีกาเฟอีนเพียง 4 มิลลิกรัม ขณะที่กาแฟ 1 ถ้วย มีคาเฟอีนถึง 60-90 มิลลิกรัม ถ้าช็อกโกแลตขม 1 แท่ง 50 กรัม มีคาเฟอีน 38 มิลลิกรัม
* นอก จากนี้หลายคนยังคิดว่า ช็อกโกแลตกับโคเคน เป็นพืชชนิดเดียวกัน ซึ่งผิดถนัด ช็อกโกแลตนั้นมาจากต้นโกโก้ (Cocao Tree) ขณะที่โคเคนมาจากต้นโคคา (Coca Shrub)
* นัก วิทยาศาสตร์พบว่า ช็อกโกแลตดีเท่าๆ หรือมากกว่าไวน์แดง ในอันจะช่วยให้หัวใจแข็งแรง (ทั้งอัตราการเต้นของหัวใจและหัวใจในความหมายของโรแมนติก)
* ช็อกโกแลต มีส่วนผสมของ Phenylethylamine (PEA) ซึ่งเป็นส่วนประกอบเคมีที่พบในสมอง ช่วยเพิ่มความดันเลือด กระตุ้นการเต้นของหัวใจและจะหลั่งสารออกมาเมื่อคนเรารู้สึกเสน่หาหรือ ปรารถนา
* เหตุผลดีๆ ที่คนมักเอี่ยวช็อกโกแลตกับเรื่องรักโรแมนติก ว่ากันว่าตั้งแต่ที่ครั้งช็อกโกแลตเข้าไปแพร่ความนิยมในทวีปยุโรป ด้วยความคิดที่ว่ามันทำให้หนุ่มรู้สึกชุ่มชื่น สาวๆ ลดอาการยับยั้งชั่งใจ จากนั้นจึงกลายเป็นของขวัญดีที่คนเอาไปให้หวานใจ
* ไวน์ แดง 1 แก้ว 150 มิลลิลิตร หรือช็อกโกแลตนมแท่งละ 40 กรัม ให้ Polyphenol อันเป็นส่วนประกอบของ Antioxidant ในระดับมาตราฐาน 200 มิลลิกรัม
* Antioxidant คือกุญแจสำคัญของศตวรรษนี้ ด้วยทั้งผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ความงาม เครื่องสำอาง และวงการแพทย์ ต่างตระหนักถึงประโยชน์อักโข ค่าที่
* Antioxidant ช่วยให้ผิวสวย ชะลอความเหี่ยวย่น สามารถป้องกันมะเร็ง และช่วยให้หัวใจมีสุขภาพดี Antioxidant ในช็อกโกแลตมีมากกว่าชา 4 เท่า
* อัน ที่จริง ช็อกโกแลตถูกนำไปใช้ในวงการแพทย์มาหลายศตวรรษแล้ว ตำราสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคของเม็กซิโก ซึ่งเขียนขึ้นเมื่อศตวรรษ 15 แจ้งว่า ช็อกโกแลตที่เสิร์ฟเป็นเครื่องดื่มร้อนนั้น ใช้เป็นยาระบายได้
* นัก สำรวจชาวอังกฤษรายงานว่า ช็อกโกแลตที่เติมซินนามอนลงไป จะช่วยให้ปัสสาวะได้ดีขึ้น ถ้าใส่เมล็ดต้นชาด (Achiote Annatto Seed) จะช่วยบรรเทาอาการหายใจขัด หรือหอบ
* ว่า กันว่าการดื่มช็อกโกแลต เสมือนดื่มเครื่งดื่มเพิ่มพลัง มีการกล่าวอ้างว่า ช็อกโกแลต 1 ออนซ์ มีคุณค่าทางอาหารเท่ากับเนื้อ 1 ปอนด์
* มี ผู้คิดสูตรแก้อาการเมาค้าง นอนไม่หลับ และขาดสมาธิ ด้วยการให้นำช็อกโกแลต 1 ไพน์ ผสมเข้ากับเมล็ดอำพัน 60-72 เมล็ด สูตรนี้เป็นที่รู้จักว่า SAD (Seasonal Affective Disorder)
* ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล แม่พระแห่งวงการพยาบาล ใช้ช็อกโกแลตเป็นตัวยืนพื้นในการรักษา เธอเขียนบันทึกไว้ว่า ครัวเคลื่อนที่สำหรับพยาบาลผู้ทำงานหนักต้องไม่ขาดเชื้อเพลิง กระทะหรือหม้อ ซุป ไวน์ และช็อกโกแลต ซึ่งแน่นอนว่า มันได้ชุบชีวิตคนมานักต่อนักแล้ว
* สำหรับผู้ชำนาญการทางช็อกโกแลต การกินช็อกโกแลตถือเป็นศาสตร์และศิลป์อย่างหนึ่ง เช่นเดียวกับการชิมไวน์หรือกาแฟ
* เพียง แต่การกินช็อกโกแลตเท่านั้น ได้ทั้งความหวาน (ที่ต่างจากไวน์) ความขม (ที่ไม่เหมือนกาแฟ) ความมันกลมกล่อม และที่แน่ๆ ความอร่อย...
ที่มา : ละออ ศิริบรรลือชัย (บรรณาธิการ). (2546). Chocolate. กรุงเทพฯ : Fullstop.

ช็อคโก แลตเป็นอาหารให้พลังงานสูงที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า มีประโยชน์ต่อร่างกาย กิน dark chocolate (ที่มีส่วนประกอบของ cocoa mass มากกว่า 70%) เพียง 50 กรัมต่อวันสามารถป้องกันการเกิดโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และอีกหลายโรค นอกจากนั้น ช็อคโกแลตยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินเอ,วิตามินบี1,วิตามินบี2,วิตามินซี,วิตามินดีและวิตามินอี
ไขมัน ที่อยู่ในช็อคโกแลตที่คุณภาพดี จัดเป็นไขมันที่ดีไม่ทำให้เกิดการอุดตันในเส้นเลือด ไม่ก่อให้เกิดโรคหัวใจ หรือไขมันในเส้นเลือดสูง
สาร flavonoids ที่อยู่ในเมล็ดโกโก้ มีประโยชน์ต่อร่างกาย 2 ประการ คือ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ(antioxidant) และมีฤทธิ์ต้านการเกาะตัวกันของเกล็ดเลือด อันเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจและอัมพาต
สาร catechins (จัดเป็นสาร flavonoid ขนิดหนึ่ง)ที่พบในช็อคโกแลตพบว่ามีอยู่ใน dark chocolate มากกว่าชาเขียวถึง 4 เท่า และมากกว่าในไวน์ถึง 5 เท่า
ช็อคโก แลตเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง ทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมันMontezuma กษัตริย์ของแอสเตคเคยกล่าวไว้ว่า "The divine drink,which builds up resistance and fights fatique. A cup of this precious drink permit a man to walk for a whole day without food" เพราะฉะนั้นกินช็อคโกแลตเสร็จแล้วอย่าลืมออกกำลังกายกันด้วยนะคะ
ช็อคโกแลตช่วยเพิ่มพลังทางเพศได้จริงหรือ ???
ความ เชื่อเกี่ยวกับเรื่องนี้มีมาตั้งแต่ 1500 ปีก่อนแล้วค่ะ Montezuma กษัตริย์ของแอสเตคดื่มช็อคโกแลตวันละ 50 แก้วก่อนจะนอนกับเหล่าภรรยาของตนเพราะเชื่อว่าสามารถเพิ่มพลังทางเพศได้ จริงๆแล้วช็อคโกแลตมีสารที่ชื่อว่า Phenylethylamine และ seratonin เป็นส่วนประกอบ ซึ่งสารเหล่านี้สมองจะหลั่งมาเองได้เมื่อร่างกายมีอารมณ์สนุกสนาน มีความสุข รวมถึงเมื่อมีความต้องการทางเพศด้วย สารเหล่านี้เมื่ออยู่ในร่างกาย จะทำให้ความดันโลหิตในร่างกายสูงขึ้นเล็กน้อย หัวใจเต้นเร็วขึ้น รู้สึกสบาย ผ่อนคลาย สนุกสนาน แต่ก็เคยมีผู้อธิบายว่าการที่ช็อคโกแลตถูกมองว่าสามารถช่วยเพิ่มพลังทางเพศ นั้น น่าจะเกิดจากอารมณ์โรแมนติคที่เกิดขึ้นจากทั้งผู้ให้และผู้รับมากกว่า เพราะช็อคโกแลตถูกจัดให้เป็นสัญลักษณ์ของความรักไปแล้วนี่ค่ะ
ที่มา : http://www.med.tu.ac.th/ms605/4211610334/chocolate.htm
ใน ช่วงโอกาสที่สำคัญช็อกโกแลตก็เป็นของขวัญที่ดีที่จะมอบให้กับคนที่เราห่วงใย เพื่อนๆ ทราบหรือไม่ว่า ช็อกโกแลตนั้นมีหลายชนิด ซึ่งชนิดของช็อกโกแลต สามารถแบ่งได้ดังนี้
* Couverture มีปริมาณโกโก้บัตเตอร์สูงอย่างน้อย 32% ส่วนมากจะเป็นช็อคโกแลตแบบโฮมเมด
* Dark Chocolate ใน หนังสือเขาบอกว่าเหมาะสำหรับเอามาทำอาหาร เพราะมีโกโก้ลิเคอร์ 30-70% แต่เราว่ากินเปล่าๆ ก็อร่อยนะ มากๆ ด้วย และต้อง 77-85% ถึงจะกำลังกิน
* Milk Chocolate ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าผสมนม ปริมาณโกโก้ลิเคอร์ประมาณ 20%
* White Chocolate ไม่ มีปริมาณโกโก้ลิเคอร์อยู่เลย จะมีก็แต่โกโก้บัตเตอร์เท่านั้น มันถึงมีสีขาว แต่ถ้าเป็นไวท์ช็อคถูกๆ ก็มีการนำไขมันพืชอย่างอื่นมาผสมเพื่อให้ถูกลง
Praline คืออะไร?
Praline คือ คำที่ใช้เรียกช็อกโกแลตที่มีไส้สอดตรงกลาง เพื่อนๆ ทราบมั๊ยค่ะว่าประเทศเบลเยี่ยมถือว่าเป็นเจ้าแห่งการทำช็อกโกแลตพราลีน
* Caraque : ไส้ช็อคโกแลตเฉยๆ อย่าง ดาร์ดช็อคสอดไส้ไวท์ช็อค
* Gainduja : ไส้ถั่วบด (อัลมอนด์ เฮเซลนัท ฯลฯ) ผสมช็อคโกแลต
* Boilings : ไส้คาราเมล บัตเตอร์สก็อตซ์ และบรรดานมทั้งหลาย
* Cream & Fondants : ไส้น้ำเชื่อม
* Croquant : ไส้น้ำตาลและถั่ว
* Mazipan : ไส้น้ำเชื่อม อัลมอนด์บด ..
* Nougat : ไส้มันทำจากไข่ขาว ถั่ว และน้ำผึ้งเคี่ยว
* Truffles : ไส้ช็อคโกแลตผสมครีม ส่วนมากก็เป็นลูกกลมๆ หน้าตาน่ากิน
* Ganache : ไส้ช็อคโกแลตผสมเหล้า หรืออบเชย หรือกลิ่นกาแฟ
* Crame Fraiche : ไส้วิปครีมสด
* Praline : ไส้ท๊อฟฟี่กับถั่วบุบ
* Praline Nougatine : เหมือนพราลีน แต่ถั่วอาจจะเป็นเม็ดเลย และท๊อฟฟี่ก็ใหญ่ขึ้น
ที่มา : http://honeynut.exteen.com/20050212/chocolate#
