7/22/2009

Chocolate Mania !!



รอบรู้เรื่อง Chocolate
นำมาจาก /www.maeban.co.th/

ไหนๆ ก็จะทำ Chocolate เป็นของขวัญวันวาเลนไทน์ฝากหวานใจกันแล้ว คุณทราบกันรึเปล่าคะว่าเจ้าช็อกโกแลตที่คุณชอบทานกันเนี่ย ทำยังไง แล้วมีกี่ประเภท และทุกอย่างที่เกี่ยวกับช็อกโกแลตที่นี่เรามีคำตอบให้...

Chocolate
..........ทำมาจากการหมัก คั่ว และบดอย่างละเอียดของเมล็ดโกโก้จากต้นโกโก้เขตร้อนที่มีรสฝาดและเข้มข้นมาก โดยรูปแบบและรสชาติของช็อกโกแลตนั้นจะแตกต่างกันไป โดยส่วนผสมและปริมาณ รวมถึงระยะเวลาและอุณหภูมิในการคั่วเมล็ดโกโก้ด้วย โดยส่วนมากมักจะนำไปทำเป็นส่วนผสมของของหวานหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นไอศกรีม ลูกอม คุกกี้ เค้ก หรือว่าพาย

เรามาดูถึงความแตกต่างระหว่าง "โกโก้" , "เนยโกโก้" และ "ช็อกโกแลต" กันบ้างดีกว่านะคะ
โกโก้ (cocoa) คือ...เมล็ดของต้นโกโก้
เนยโกโก้ (cocoa butter) คือ...ไขมันของเมล็ดโกโก้
ช็อกโกแลต (chocolate) คือ...ส่วนผสมระหว่างเมล็ดของต้นโกโก้และเนยโกโก้

1. Chocolate Liquor น้ำช็อกโกแลต...เป็นการนำเอาเมล็ดโกโก้มาคั้นจนเป็นของเหลวข้นๆ ซึ่งจะนำเอาไปทำเป็นช็อกโกแลตต่อไป
2. Unsweetened Chocolate ช็อกโกแลตที่ไม่ได้เพิ่มความหวาน คือ...ช็อกโกแลตเหลวบริสุทธิ์หรือที่รู้จักกันในนาม ช็อกโกแลตฝาด ไม่มีการเจือปนใดๆ ทั้งสิ้น มักจะใช้ในการอบอาหาร
3. Dark Chocolate ช็อกโกแลตดำ คือ...ช็อกโกแลตที่ไม่ได้เพิ่มนมเป็นส่วนประกอบ ซึ่งบางครั้งก็ถูกเรียกเป็นช็อกโกแลตธรรมดา
4. Milk Chocolate ช็อกโกแลตนม คือ...ช็อกโกแลตที่ผสมนมหรือนมข้นหวาน โดยต้องมีส่วนผสมของช็อกโกแลตเหลวบริสุทธิ์ 10% หรือ 25%
5. Semi-Sweet Chocolate ช็อกโกแลตกึ่งหวาน...จะเป็นช็อกโกแลตเหลวแล้วเพิ่มความหวานและใส่เนยโกโก้ลงไปด้วยมีส่วนผสมของน้ำช็อกโกแลตประมาณ 35% และมีไขมันประมาณ 27%
6. Sweet Chocolate ช็อกโกแลตหวาน...จะเพิ่มความหวานลงไปมากกว่าช็อกโกแลตแบบหวานน้อย และมีส่วนผสมของน้ำช็อกโกแลตอย่างน้อย 15 %
7. White Chocolate ช็อกโกแลตขาว...เป็นส่วนผสมของน้ำตาล เนยโกโก้ นมสด และใส่กลิ่นวานิลลาลงไปด้วย ช็อกโกแลตขาวนี้จะแตกหักง่าย หากเป็นของปลอมจะทำมาจากน้ำมันพืชมากกว่าเนยโกโก้
8. Liquid Chocolate ลิควิด ช็อกโกแลต...เป็นช็อกโกแลตที่ไม่หวานและไม่ละลาย จึงสะดวกในการใช้มาก ซึ่งพัฒนาขึ้นมาสำหรับใช้ทำขนมอบโดยมีส่วนผสมของน้ำมันพืชมากกว่าเนยโกโก้
9. Couverture Chocolate ช็อกโกแลตชนิดกูแวร์ตูร์...จะมีลักษณะพิเศษ เฉพาะตัวคือความเป็นมันเงา เพราะมีส่วนผสมของเนยโกโก้อย่างน้อยที่สุด 32% ส่วนใหญ่แล้วจะใช้เฉพาะกับร้านทำขนมหวานเท่านั้น โดยมักจะนำมาเคลือบผลไม้หรือหุ้มไส้ช็อกโกแลต
10. Ganache...ช็อกโกแลตชนิดนี้จะมีลักษณะข้นมาก เป็นที่นิยมนำไปทำเค้กช็อกโกแลต Ganache ทำโดยการหั่นช็อกโกแลตและใส่วิปปิ้งลงไปตีในครีมร้อนๆ ผสมกันจนช็อกโกแลตละลายและส่วนผสมข้นและแข็งขึ้น
11. Confectionery Coating...เป็นช็อกโกแลตที่ใช้เคลือบลูกกวาด โดยนำไปผสมกับน้ำตาล นมผง น้ำมันพืช และสารปรุงแต่งรสชาติต่างๆ มีสีสันหลากหลาย ลูกกวาดที่ได้นี้ผงโกโก้จะมีไขมันต่ำ แต่จะไม่มีส่วนผสมของเนยโกโก้เหมือนชนิดอื่นๆ จึงแยกออกมาเป็นอีกประเภทหนึ่งได้

เขาว่ากันว่า... "ช็อกโกแลตที่อร่อยที่สุดในโลกนั้น ต้องมาจากประเทศเบลเยียมเท่านั้น" เพราะมันอร่อยจนแทบจะละลายได้ในมือเลยเชียว แต่วาเลนไทน์นี้ฟุคาริว่า...ช็อกโกแลตที่อร่อยที่สุดในโลก น่าจะเป็นช็อกโกแลตที่หวานใจสุดที่เลิฟให้มามากกว่านะคะ ต่อให้ไม่ได้ทำเองก็เหอะ ยังไม่ทันได้ทานเลยแค่ได้รับมาก็อร่อยจนใจจะละลายแล้ววว....><

มีเรื่องเล่ากันว่า...

"นักรักชื่อกระฉ่อนโลกอย่างจิอาโคโม คาสซาโนวา (1725-1795) กินช็อกโกแลตก่อนขึ้นเตียงกับผู้หญิงที่หลงเสน่ห์"
และ "ผู้หญิงร้อยละ 50 สารภาพว่ากินช็อกโกแลตก่อนเมคเลิฟ"
และยังมีเรื่องของ “นายมองเตชูมา (นักรบผู้พิชิตแห่งเสปน) มักจะดื่มช็อกโกแลตเป็นประจำเสมอ ก่อนไปหาเหล่าภรรยา (หลายๆ คน) ของเขา” ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อให้ช่วยกระตุ้นอารมณ์รัก

จากเรื่องเล่าเหล่านี้คงจะเป็นเรื่องจริงที่ว่า...

.......... “ช็อกโกแลตทำให้อยากมีเซ็กส์มากขึ้น” เพราะในช็อกโกแลตมีสารกระตุ้นที่มีผลต่อหัวใจและระบบประสาทเมื่อรับประทาน ช็อกโกแลต หัวใจจะเต้นแรงขึ้น รู้สึก hyper บางทีรู้สึกคึกคัก อยากกระโดดโลดเต้นอาจจะมึนนิดๆ นี่แหละเป็นตัวที่จะไปกระตุ้นอารมณ์ปรารถนาที่ค้างคาอยู่ให้โหมขึ้น
...อีกทั้งเคยมีคนพูดว่า “อารมณ์ตอนทานช็อกโกแลตนั้น เหมือนอารมณ์ตอนตกหลุมรัก” เพราะร่างกายเราจะหลั่งสารชนิดเดียวกันออกมา มีข้อต่างกันก็ตรงที่เราหาซื้อความรักไม่ได้ แต่เราสามารถหาซื้อช็อกโกแลตได้ถ้ามีร้านค้าอยู่ใกล้ๆ

.......... ไม่นานมานี้ มีงานวิจัยที่ศึกษากับเพศชายจำนวน 8000 คนที่สำเร็จการศึกษาจากฮาร์วาร์ดพบว่า... "คนที่รับประทานช็อกโกแลตเป็นประจำมีอายุยืนกว่าคนที่ไม่เคยรับประทานช็อกโกแลต" สาเหตุที่กินช็อกโกแลตแล้วอายุยืนอาจเกี่ยวข้องกับ สารโพลีฟีนอลที่มีอยู่จำนวนมากในช็อกโกแลต เนื่องจากโพลีฟีนอลเป็นสารที่ช่วยลดอนุมูลอิสระของไลโปโปรตีนความแน่นต่ำ และช่วยป้องกันโรคหัวใจ

แต่ความเชื่อดังกล่าวยังเป็นเรื่องถกเถียงกันอยู่

.......... เมื่อหลายปีที่ผ่านมา...นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดลองเปรียบเทียบระหว่าง "กลุ่มที่รับประทานช็อกโกแลตแท้" กับ "กลุ่มที่ทานช็อกโกแลตเทียม" เพื่อทดสอบความจำพบว่า..…กลุ่มที่กินช็อกโกแลตสามารถจดจำคำพูดและภาพได้ดี กว่าและยังเคลื่อนไหวตอบสนองได้คล่องแคล่วกว่า ปัจจุบันนักวิจัยกำลังทดลองซ้ำเพื่อเปรียบเทียบผลอยู่

.......... นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นการหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน สารที่คล้ายกับที่ได้จากฝิ่นที่ผลิตขึ้นเองในร่างกายเพื่อช่วยลดความเจ็บปวด ได้ บางครั้งก็เชื่อกันว่า “เอ็นดอร์ฟิน” มีส่วนช่วยให้ร่างกายอบอุ่นและสงสัยกันว่าเป็นตัวที่ทำให้คนบางคนถึงขนาดติด ช็อกโกแลตกันงอมแงมเลยทีเดียว

การทดลองเหล่านั้นสอดคล้องกับชีวิตของคนที่มีอายุเกินร้อยปีหลายคน ยกตัวอย่าง...

.......... ฌอง คลามงต์ (1875-1997) และ ซาร่าห์ เคลาส์ (1880-1999) ทั้งสองคลั่งไคล้ช็อกโกแลตมาก คลามงต์ มีนิสัยติดกินช็อกโกแลตอาทิตย์ละ 2 ปอนด์ จนกระทั่งแพทย์ต้องแนะนำให้เธอเลิกกินเมื่ออายุได้ 119 ปี และสามปีก่อนที่เธอจะลาโลกไปด้วยอายุ 122 ปี ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุยืนมักแนะนำให้กินช็อกโกแลตดำแทนขนมหวานมีแคลอรีสูงและ นิยมกันมากในอเมริกา

.......... ส่วนในอังกฤษ ช็อกโกแลตแท่งสอดใส่คานาบิส นิยมใช้กับผู้ป่วยโรค Multiple Sclerosis (MS) หรือโรคปลอกหุ้มเส้นประสาทอักเสบ... เป็นโรคเรื้อรังที่เกิดกับระบบประสาทส่วนกลางแบบฉับพลัน โรคดังกล่าวมีพัฒนาการอย่างช้าๆ ส่งผลให้เกิดความผิดปกติทางสายตา การพูด เมื่อรักษาเฉพาะอาการแล้วอาจเกิดขึ้นอีกได้ และร้ายแรงถึงขั้นอัมพาต ตาบอด และเสียชีวิต

ในช็อกโกแลตมีส่วนประกอบมากกว่า 300 ชนิดที่ต่างกัน เช่น...

.......... อนันดาไมด์ และเอ็นโดจีนัส คานาบินอยด์... ที่พบได้ในระบบประสาท คนที่ไม่เชื่อแย้งว่า...หากกินช็อกโกแลตให้ออกฤทธิ์ต่อประสาทได้จริงคงต้อง กินกันทีละหลายปอนด์มากถึงเห็นผล และกินมากๆ ยังเสี่ยงเป็นนิ่วด้วย ถึงกระนั้นมีข้อมูลน่าสนใจอยู่อย่างหนึ่งคือ...สารสองชนิดของอนันดาไมด์พบ อยู่ในช็อกโกแลต ซึ่งเชื่อกันว่ามีผลช่วยยืดความรู้สึกสุขสบายให้ยาวนาน

.......... กาเฟอีน ...มีไม่มากนัก เพราะถ้าเทียบกันแล้วการทานช็อกโกแลตนมยังได้รับกาเฟอีนน้อยกว่าการดื่มกาแฟชนิดกาเฟอีนต่ำเสียด้วยซ้ำ

.......... สารทริพโทฟาน ...ซึ่งเป็นกรดอะมิโนสำคัญ ทำหน้าที่ควบคุมเซโรโทนิน สารสื่อประสาทที่ควบคุมอารมณ์ เมื่อร่างกายขับเซโรโทนินออกมาช่วยให้ผ่อนคลายความวิตกกังวลได้

อีกทั้งยังมีข้อกล่าวหามากมายเกี่ยวกับช็อกโกแลตและความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่า...

.......... “ช็อกโกแลตเป็นบ่อเกิดของสิว” เพราะจริงๆ แล้วการเกิดสิวนั้น ไม่มีผลมาจากการรับประทานอาหารชนิดใดๆ ทั้งสิ้น
ส่วน “ช็อกโกแลตมีคาเฟอีนนั้น” จริงๆ แล้ว มีอยู่เพียงน้อยนิดเท่านั้น โดยอัตราส่วนช็อกโกแลต 1.4 ออนซ์ จะมีคาเฟอีนแทรกอยู่เพียง 6 มิลลิกรัม ซึ่งเท่ากับจำนวนของ คาเฟอีนที่มีอยู่ในกาแฟแบบดีแค และสำหรับไวท์ช็อกโกแลตนั้นไม่มีคาเฟอีนอยู่เลย

.......... โดยรวมๆ แล้วช็อกโกแลตสามารถเรียกได้ว่าเป็นอาหารเพื่อสุขภาพอย่างดีทีเดียว เพราะในต่างประเทศ ได้มีการพิสูจน์แล้วว่า “สารประกอบในช็อกโกแลตมีส่วนช่วยในการป้องกันการเกิดมะเร็งและลดอัตราการเกิดโรคหัวใจ” เพราะในตัวช็อกโกแลตนั้น มีสารที่ชื่อว่า “ฟีโนลิค” อยู่ในปริมาณสูงฟีโนลิค เป็นสารซึ่งช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ และป้องการก่อตัวของไขมันในเส้นเลือดที่สำคัญยังช่วยให้แก่ช้าได้อีก

.......... ช็อกโกแลตถูกค้นพบมาตั้งแต่สองพันปีที่แล้ว หลังสมัยพระนางคลีโอพัตราแห่งอียิปต์ เป็นผลผลิตที่ได้จากเมล็ดของต้นคาเคา (cacao) ในป่าร้อนชื้นของทวีปอเมริกาจัดอยู่ในตระกูล Theobroma cacao แปลว่า " อาหารแห่งทวยเทพ "

.......... ชนกลุ่มแรกที่รู้จักทำช็อกโกแลตเป็นอารยธรรมโบราณที่อยู่ในเม็กซิโก และอเมริกากลาง ได้แก่ชาวมายา และชาวแอซเทคแห่งอารยธรรมเมโสอเมริกา คนเหล่านี้เอาเมล็ดคาเคามาบดแล้วผสมกับเครื่องปรุงหลายชนิดเพื่อทำเป็น เครื่องดื่มที่มีรสขมเฝื่อน นอกจากใช้ประกอบอาหารแล้วช็อกโกแลตยังเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตเชิงศาสนาและ สังคมด้วย

ชาวมายา ( ค.ศ.250-900)

.......... เป็นชนชาติแรกที่มีหลักฐานชัดเจนว่าได้ค้นพบความลับของต้นคาเคา โดยพวกเขาได้นำต้นคาเคามาจากป่าฝนและปลูกไว้ที่สวนหลังบ้าน พอออกฝักก็เก็บเอาเมล็ดมาหมักบ้าง คั่วบ้าง และยังบดเป็นเนื้อเหนียว อยากชงเป็นเครื่องดื่มก็เอามาผสมน้ำ โรยพริกไท แป้งข้าวโพด ก็จะได้เครื่องดื่มช็อกโกแลตรสซาบซ่ามีฟองฟ่อง

ต่อมาราวคริสต์ศตวรรษที่ 14

.......... อาณาจักรของชาวแอซเทคครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของอารยธรรมเมโสอเมริกา
โดยมีเมืองหลวงตั้งอยู่ที่เมืองปัจจุบันเรียกว่า... เม็กซิโกซิตี้ ชาวแอซเทคได้ซื้อขายเมล็ดคาเคากับชาวมายาและชนชาติอื่น แล้วยังเรียกเก็บค่าบรรณาการจากพลเมืองของตนและเชลยเป็นเมล็ดคาเคาโดยใช้แทน ค่าเงิน ชาวแอซเทคนิยมดื่มช็อกโกแลตขมเช่นเดียวกับชาวมายายุคแรกโดยปรุงรสชาติให้ซู่ ซ่าขึ้นด้วยเครื่องเทศ ชาวเมโสอเมริกาสมัยนั้นยังไม่มีใครปลูกอ้อยก็เลยไม่มีใครใส่น้ำตาลกัน

. . . . . เล่ากันว่า . . . . .
คนมายายุคคลาสสิกชอบดื่มช็อกโกแลตกันในวาระพิเศษ
ขณะที่บรรดาเชื้อพระวงศ์จะนิยมดื่มกันมาก
ส่วนชาวแอซเทค บรรดาผู้ปกครองระดับสูง พระ ทหารยศสูง และพ่อค้าที่มีหน้ามีตาเท่านั้นที่มีสิทธิลิ้มรสเครื่องดื่มศักดิ์สิทธิ์นี้
ช็อกโกแลตมีบทบาทสำคัญในพิธีของราชวงศ์และศาสนา
พระใช้เมล็ดคาเคาเป็นเครื่องสักการะเทพเจ้า และดื่มในพิธีสำคัญ

.......... สำหรับที่มาของชื่อช็อกโกแลตนั้นยังไม่มีใครอธิบายได้แจ่มชัด แต่มีความเป็นไปได้สองทาง ซึ่งทางแรกอาจเป็นคำที่ผันมาจากคำว่า " ช็อคโกลัจ " ในภาษามายาหมายถึง... มาดื่มช็อกโกแลตด้วยกัน และอีกทางหนึ่งอธิบายว่าน่าจะมาจากภาษามายาอีกเช่นกัน คือ...

"chocol" แปลว่า “ร้อน” ผสมกับคำว่า "atl" ของแอซเทคที่แปลว่า “น้ำ”
พอมารวมกันจึงกลายเป็นคำว่า "chocolatl"
และกลายมาเป็น "chocolate" ต่อมาในยุโรป

ช็อกโกแลตในยุโรป

.......... ก่อนหน้าคริสต์ศตวรรษที่ 15 คนยุโรปยังไม่มีใครรู้จักเครื่องดื่มชนิดนี้ สเปนเป็นประเทศแรกที่ออกเดินทางแสวงหาความมั่งคั่งสู่ทวีปอเมริกา และได้พบกับเครื่องดื่มที่มีรสชาติอมตะของช็อกโกแลต หลังจากสเปนมีชัยเหนือชาวแอซเทคแล้ว พวกเขาได้นำเอาช็อกโกแลตกลับประเทศด้วยและกลายเป็นที่นิยมชมชอบในราชสำนัก อย่างรวดเร็ว ภายในช่วงเวลา 100 ปี ความหลงใหลที่มีต่อช็อกโกแลตได้ขยายตัวลุกลามไปทั่วยุโรป ก่อนหน้าที่เฮอร์นาน คอร์เตส ขุนพลของสเปนจะมีชัยเหนือเม็กซิโกในปี ค.ศ.1521 อาจเคยมีนักสำรวจยุคแรกเคยเห็นต้นคาเคาในอเมริกากันมาบ้างแล้ว แต่สเปนกลับเป็นชาติแรกของยุโรปที่ค้นพบรสชาติที่เลิศล้ำของช็อกโกแลต การติดต่อกันระหว่างชาวสเปนและชาวแอซเทคได้เปิดประตูให้สองชาติได้แลก เปลี่ยนความคิดและเทคโนโลยีแก่กัน และตลาดยุโรปก็ได้รู้จักกับอาหารชนิดใหม่อย่างจากต้นคาเคา

.......... สงครามในปี 1521 คอร์เตสนำทหารเข้าสู้รบกับทหารของมอนเตซูมาจนได้รับชัยชนะ ทหารสเปนได้บังคับให้ขุนนางชาวแอซเทคนำทรัพย์สมบัติมาให้พวกตน ถ้ายังอยากมีชีวิตอยู่ "คาเคา" ซึ่งถือเป็นทรัพย์ และมีค่าใช้แทนเงินตราจึงกลายมาเป็นทรัพย์ที่ยึดจากเชลยศึก ทหารสเปนได้อ้างสิทธิครอบครองไร่คาเคาของชาวแอซเทค และรีดเอาจากประชาชนที่ส่งบรรณาการให้ชาวแอซเทค ในเวลาไม่นาน คาเคาและช็อกโกแลตได้ถูกส่งไปยังสเปน....

.......... ที่ประเทศสเปนเครื่องดื่มช็อกโกแลตเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็วจนไม่พอกับความ ต้องการ จึงต้องใช้แรงงานจำนวนนับล้านลงแรงเพาะปลูก เก็บเกี่ยว และแปรรูปน้ำตาลและคาเคา นับตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 16 จนถึงปลายศตวรรษที่ 18 แรงงานส่วนใหญ่ที่มีราคาถูกแสนถูกที่ทำไร่คาเคาเป็นพวกทาส และชนกลุ่มแรกที่ถูกใช้เป็นแรงงานทาสทำช็อกโกแลตคือชาวเมโสอเมริกา

.......... คนสเปนจะไม่ชอบรสชาติขมของช็อกโกแลต ทีแรกนายพลคอร์เตสกับเหล่าทหารของพวกเขาไม่ชอบรสชาติของช็อกโกแลตเลย แต่เพื่อให้ได้รสชาติถึงใจมากขึ้น พวกเขาเริ่มเอาช็อกโกแลตไปต้ม และใส่ส่วนผสมต่างๆ ลงไป ครั้นเมื่อช็อกโกแลตเข้ามายังยุโรป มีใครบางคนเกิดไอเดียที่จะเติมน้ำตาลลงไป ใส่ชินเนมอนและเครื่องเทศลงไป ในที่สุดเครื่องดื่มช็อกโกแลตร้อนรสหอมหวานก็ถือกำเนิดขึ้นมา อย่างไรก็ดีชาวสเปนยังคงวิธีการเตรียมและกระบวนการทำช็อกโกแลตไว้เหมือนเดิม และยังคงใช้ชาวพื้นเมืองเก็บฝักและหมัก ตาก ทำความสะอาด และคั่วเมล็ดคาเคา สเปนยังได้ประดิษฐ์เครื่องมือชนิดใหม่สำหรับใช้ทำช็อกโกแลตด้วย ซึ่งก็คือไม้คนที่เรียกว่า..."โมลินีโอ" เอาไว้คนให้ช็อกโกแลตเป็นโฟมละเอียดง่ายขึ้น

.......... เครื่องดื่มช็อกโกแลตนี้จะมีก็แต่ชาวสเปนผู้มั่งคั่ง และบาทหลวงเท่านั้นที่หาซื้อมาดื่มได้ พระสเปนได้แนะนำเครื่องดื่มช็อกโกแลตให้ราชสำนักได้ลิ้มลอง มีเรื่องเล่ากันว่า พระนิกายโดมินิกันนำคนพื้นเมืองเข้าเฝ้าเจ้าชายฟิลิปแห่งสเปน เชลยเหล่านี้ได้ปรุงเครื่องดื่มช็อกโกแลตให้เจ้าชายเสวย และในเวลาไม่นาน ชาวสำนักราชวังพากันเห่อดื่มช็อกโกแลตกันเป็นบ้าเป็นหลัง

.......... เนื่องจากสเปนยึดครองอเมริกาเป็นอาณานิคมในยุคแรกทำให้สเปนผูกขาดค้าขาย ช็อกโกแลตอยู่เพียงลำพังหลายปี จะมีก็แต่ชาวสเปนที่ร่ำรวยมหาศาลกับคนที่มีเส้นสายดีเท่านั้นที่มีเงินซื้อ ช็อกโกแลตที่แสนแพงนี้ได้ ชาวสเปนยอมรับว่าช็อกโกแลตช่วยให้กระปรี้กระเปร่า และมีคุณค่าทางโภชนาการ คาเคามีแคลอรีสูงตามธรรมชาติ และยังมีกาเฟอีนและสารเคมีที่มีคุณสมบัติคล้ายกันเรียกว่า ธีโอโบรไมนด้วย

ต่อมาในศตวรรษที่ 16

.......... ช็อกโกแลตเริ่มเป็นเครื่องดื่มสำหรับพระที่ถือศีลอด และหลังจากถกเถียงกันมานานศาสนจักรคาทอลิกได้อนุญาตให้ประชาชนดื่มช็อกโกแลต เป็นอาหารทดแทนระหว่างถือศีลอด ซึ่งเป็นช่วงห้ามรับประทานอาหาร แต่ประเทศอื่นในยุโรปยังไม่มีโอกาสลิ้มรสช็อกโกแลตจนอีกร้อยปีต่อมา จะเป็นเพราะชาวสเปนพยายามเก็บช็อกโกแลตไว้แต่เพียงประเทศเดียวหรือไม่ และข่าวคราวเกี่ยวกับช็อกโกแลตแพร่งพรายออกไปได้อย่างไร ไม่มีใครรู้ชัด รู้กันแต่ว่าในที่สุดแล้วความลับเกี่ยวกับช็อกโกแลตได้แพร่งพรายออกไป และเริ่มเป็นที่นิยมในราชสำนักยุโรปอย่างรวดเร็วและยืนยาวมาจนถึงยุคปฏิวัติ อุตสาหกรรม

.......... หลายประเทศยุโรปเริ่มนำเอาพันธุ์พืชคาเคาไปปลูกในประเทศอาณานิคม ไม่ว่าจะเป็นสหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ และฝรั่งเศส ต่างยึดเมืองแถบเส้นศูนย์สูตรเป็นอาณานิคม อังกฤษ นำต้นคาเคามาปลูกบนเกาะซีลอน หรือศรีลังกา, เนเธอร์แลนด์ นำไปเพาะปลูกที่เวเนซุเอลา ชวา และสุมาตรา ส่วนฝรั่งเศส ปลูกที่เวสท์อินดีส ผลผลิตจากต้นคาเคาใช้เวลาไม่นานก็สามารถออกฝัก และเมล็ดส่งกลับมายังเจ้าอาณานิคมเหล่านี้ จนยุโรปกลายเป็นทวีปแห่งช็อกโกแลต

.......... ชาวยุโรปบดเมล็ดคาเคาด้วยเครื่องโม่ทำให้บดได้คราวละจำนวนมาก เริ่มจากสมัยแรกใช้ครกตำ แต่ต่อมาใช้กังหันลม บ้างก็ใช้โม่ที่อาศัยแรงงานม้าหมุนเครื่องบด คนยุโรปนิยมดื่มช็อกโกแลตกับน้ำตาล ซึ่งเป็นสินค้าราคาแพงอีกชนิดที่ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ ช่วงปลายศตวรรษ 1600 เซอร์ ฮันส์ สโลน จากราชวิทยาลัยแพทย์เสนอช็อกโกแลตสูตรใหม่เป็นช็อกโกแลตใส่นมที่ให้รสชาติ ละเมียดขึ้น ในฝรั่งเศส ช็อกโกแลตเป็นสินค้าผูกขาด มีตำนานเล่าว่า พระราชินีแอนแห่งออสเตรียชอบดื่มช็อกโกแลตเข้าขั้นเสพติด จนราชสำนักฝรั่งเศสต้องปิดเรื่องนี้ไว้ ช็อกโกแลตเริ่มกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งชนชั้นและมีพระราชบัญญัติห้ามไม่ให้ผู้ ใด ยกเว้นสมาชิกของขุนนางฝรั่งเศสเท่านั้นที่ดื่มช็อกโกแลตได้ ต่างจากอังกฤษ ใครมีเงินซื้อก็ดื่มได้

ร้านช็อกโกแลตแห่งแรก

.......... เปิดบริการในลอนดอนเมื่อปี 1657 คล้ายกับร้านกาแฟ ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมมากกว่าในเวลาต่อมา ร้านช็อกโกแลตเป็นสถานที่ดื่มเครื่องดื่มร้อนเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ ถกเรื่องการเมือง พบปะผู้คนและเล่นพนัน บางแห่งรับเฉพาะผู้ชาย แต่ก็หลายแห่งที่เปิดรับทุกเพศที่มีเงินจ่าย
ขั้นตอนการทำช็อกโกแลตไม่เปลี่ยนแปลงมาหลายร้อยปี จนกลายศตวรรษ 1700 ซึ่งเป็นยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมอนาคตของช็อกโกแลตก็ถึงเวลาปฏิวัติเปลี่ยนแปลง เช่นกัน

ก่อนหน้ายุคปฏิวัติอุตสาหกรรม

.......... ขั้นตอนการผลิตช็อกโกแลตต้องอาศัยแรงงานคนอย่างเดียวซึ่งใช้เวลานาน และค่าใช้จ่ายสูง ทำให้ช็อกโกแลตหาซื้อได้เฉพาะคนร่ำรวยเท่านั้น เมื่อนักประดิษฐ์ได้สร้างเครื่องจักรไอน้ำสำเร็จการผลิตช็อกโกแลตจำนวนมาก ด้วยเวลาที่สั้นลงทำให้เส้นทางของช็อกโกแลตไม่อยู่เฉพาะเครื่องดื่มเท่านั้น แต่ยังวิวัฒนาการกลายเป็นขนมหวานที่ได้รับความนิยมกันทั่วโลกด้วย