5/10/2010

ข้อกำหนดเสาอากาศแบบ Self Support สูง 60 เมตร






ข้อกำหนดเสาอากาศแบบ Self Support สูง 60 เมตร
พร้อมการติดตั้ง

1. ความมุ่งหมาย
1.1 ข้อกำหนดนี้เป็นการกำหนดรายละเอียดเพื่อก่อสร้างและติดตั้งเสาอากาศโครงเหล็กชนิดสามเหลี่ยมด้านเท่า
แบบ Self Support ความสูง 60 ซึ่งต่อไปนี้โดยรวม ๆ จะเรียกว่า “เสาอากาศ”
1.2 เสาอากาศตามข้อ 1.1 ต้องใช้โครงเหล็กชุบสังกะสีสำหรับประกอบเป็นเสาโทรคมนาคมชนิด Self
Support ที่ได้จดทะเบียนไว้กับกระทรวงอุตสาหกรรมหรือได้รับมาตรฐานอุตสาหกรรมจากสำนักงาน
ผลิตภัณฑ์มาตรฐานอุตสาหกรรมด้วย (ให้แนบหลักฐานการจดทะเบียนมาตรฐานอุตสาหกรรมด้วย) และมี
ค่าคุณสมบัติทางกลตามแบบกำหนด (แนบหลักฐานด้วย)
1.3 การออกแบบโครงสร้างรับเสาอากาศ ฐานรากเสาอากาศและโครงสร้างเสาอากาศ (Structure) การ
ประกอบการและการติดตั้งโครงเหล็กเสาอากาศ การคำนวณและการออกแบบ ต้องมีวิศวกรโยธา ซึ่งได้รับ
ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรควบคุม สาขาวิศวกรรมโยธา ไม่ต่ำกว่าสามัญวิศวกร รับรองแบบแปลน
และรายการคำนวณ และต้องมีวิศวกรโยธาเป็นผู้ควบคุมการติดตั้งเสาอากาศโครงเหล็กและขออนุญาต
ก่อสร้างหรือติดตั้งเสาอากาศจากหน่วยงานของรัฐฯ ที่ดูแลรับผิดชอบ
1.4 ราคาที่เสนอให้แยกเสนอเป็นข้อ ๆ คือ ค่าออกแบบ, ค่าผลิตเสาอากาศ, ค่าขนส่ง, ค่าก่อสร้างฐานรับเสา
อากาศ, ค่าติดตั้งระบบป้องกันฟ้าผ่า, ค่าติดตั้งเสาอากาศและอื่นๆ จนแล้วเสร็จ
2. ข้อกำหนดทางเทคนิคทั่วไป
2.1 เสาอากาศโครงเหล็กที่จะทำการติดตั้งเป็นชนิดสี่เหลี่ยมจัตุรัสแบบ Self Support ดังนี้
2.1.1 ความสูง 60 เมตร ฐานขาเสาอากาศกว้างด้านละไม่น้อยกว่า 5.0 เมตร ยอดเสาอากาศกว้างด้าน
ละไม่ต่ำกว่า 1.0 เมตร
เสาอากาศโครงเหล็กนี้มีความลาดเอียงจากฐานขาเสาอากาศโครงเหล็กไปจนถึงความสูงของเสาอากาศ
โครงเหล็กที่ 48 เมตร จากความสูง 48 เมตร ไปจนถึงปลายยอดเสา ให้เป็นท่อนตรง เพื่อความเหมาะสม
ในการติดตั้งสายอากาศ

2.2 อุปกรณ์สายอากาศที่ติดตั้งบนเสาอากาศเพื่อใช้ในการคำนวณและออกแบบโครงสร้าง
2.2.1 ระดับความสูงจากยอดเสาอากาศ 1.5 เมตร ลงมา ติดตั้ง Antenna Folded Dipole 8 stacks
ไม่น้อยกว่า 3 ชุด พร้อมชุดยึดจับ จำนวน 3 ชุด น้ำหนักชุดละ 20 กิโลกรัม และ Feeder Line ชนิด Foam ขนาด 1 – 5/8” น้ำหนักประมาณ 1 กิโลกรัมต่อเมตรต่อเส้น มีทั้งหมด 3 เส้น

2.3 บันไดและ Feeder Rack
2.3.1 บันไดสำหรับปีนขึ้น - ลง ของเสาอากาศ จะต้องทำเป็นส่วนของบันไดโดยเฉพาะ ติดตั้งอยู่ภายในโครงเหล็ก ยาวตลอดความสูงของเสาอากาศโครงเหล็กบันไดกว้างไม่น้อยกว่า 0.30 เมตร สันบันไดทำด้วยเหล็กรูปตัว L (Angle Equal leg) ขั้นบันไดทำด้วยเหล็กกลมตัน ขนาดไม่เล็กกว่า 12.00 มม. ระยะห่างระหว่างขั้นบันได 0.40 เมตร เชื่อมติดกับแม่บันได ขั้นบันไดแต่ละขั้นสามารถรับน้ำหนักได้ไม่น้อยกว่า 100 กิโลกรัมพร้อมติดตั้ง Safety Hoop ทุกระยะ 1.0 เมตร ยาวตลอดความสูงของเสาอากาศโครงเหล็กเพื่อป้องกันอันตรายขณะปีนขึ้นและปีนลง
2.3.2 ส่วนของบันไดที่อยู่ระหว่างลาน คสล. กับเสาอากาศโครงเหล็กสูงประมาณ 2.00 เมตร ต้องสามารถถอดเก็บได้อย่างสะดวก เพื่อป้องกันมิให้มีการปีนขึ้นปีนลงเสาอากาศได้โดยง่าย
2.3.3 ต้องมี Feeder Rack สำหรับยึดสาย Feeder Line ติดตั้งขนานกันกับแนวบันไดทั้ง 2 ด้าน Rack นี้ ทำด้วย เหล็กรูปตัว L (Angle Equal leg) กว้างด้านละ 0.30 เมตร แบ่งเป็นช่วง ๆ คล้ายขั้นบันได ระยะห่างระหว่าง Rack 1.0 เมตร ยาวตลอดความสูงของเสาอากาศโครงเหล็ก

2.4 ชานพักทำงาน (Work Platform) และชานพัก (Rest Platform)
2.4.1 เสาอากาศความสูง 60 เมตร
2.4.1.1 ต้องมี Rest Platform จำนวน 2 จุด ที่ระดับ 30 และ 45 เมตร หรือใกล้เคียง ติดตั้งอยู่ภายในเสาอากาศโครงเหล็ก โดยเว้นส่วนที่เป็นช่องบันได Work Platform นี้ สามารถรับน้ำหนักบรรทุกเฉลี่ยได้ไม่น้อยกว่า 150 กิโลกรัมต่อตารางเมตร

2.4.1.2 พื้นของ Rest Platform ต้องทำด้วยตะแกรงเหล็กติดตั้งอย่างมั่นคงแข็งแรงและปลอดภัยต่อผู้ปฏิบัติงาน
2.5 การติดตั้งโคมไฟแบบ Obstruction Light ติดตั้งตามมาตรฐาน ICAO (International
Civil Aviation Organization) และกฎของกรมการบินพาณิชย์ดังนี้.-
2.5.1 ที่ระดับเหนือยอดเสาอากาศโครงเหล็กไม่น้อยกว่า 20 ซม. ติดตั้งโคมไฟสัญญาณชนิดโคมเดี่ยว แบบ
LED Lamp จำนวน 2 ชุด เป็นหลอดชนิด LED ขนาดไม่ต่อกว่า 12 Vdc.
2.5.2 นอกเหนือจากการติดตั้งโคมไฟสัญญาณตามข้อ 2.5.1 แล้ว ที่ระดับความสูง 30 เมตร ติดตั้งโคมไฟสัญญาณแบบ Single Obstruction Light จำนวน 1 ชุด ชุดละ 2 ดวง ทแยงมุมกัน แต่ละโคมไฟมีหลอดไฟขนาดไม่ต่ำกว่า 12 Vdc ระบบไฟ 220-230 Vac./50 Hz.
2.5.3 สายไฟให้ใช้สาย Low Voltage 750v. 70 c หุ้มฉนวน PVC 2 ชั้น (VCT) สายไฟฟ้าที่ใช้เพื่อการเดินสายภายนอกอาคาร ขนาด 3x1.5 ตารางมิลลิเมตร โยงจากโคมไฟสัญญาณเสาอากาศมายังอาคาร
2.5.4 ต้องมีอุปกรณ์ควบคุมการปิด – เปิด โคมไฟสัญญาณอัตโนมัติ ขนาดไม่ต่ำกว่า 10A., 220-230 Vac. อยู่ภายในตู้โลหะหรือวัสดุอื่นที่ไม่เป็นสนิมและป้องกันน้ำเข้าได้ และใส่กุญแจติดตั้งใต้ชายคาอาคารเพื่อควบคุมการทำงานของโคมไฟสัญญาณ โดยให้เริ่มต้นทำงานที่ พลบค่ำ และหยุดทำงานในเวลาเช้า โคมไฟสัญญาณต้องกะพริบประมาณ 20 – 60 ครั้งต่อนาที
2.5.6 ติดตั้ง Automatic Circuit Breaker ขนาดไม่ต่ำกว่า 10 A. และระบบควบคุมการกระพริบ พร้อม สวิทซ์แสงแดด อุปกรณ์ทั้งหมดติดตั้งภายในกล่อง Enclosure ชนิดกันน้ำ ไว้ภายใต้ชายคาอาคาร เพื่อป้องกันการลัดวงจร
2.6 ระบบป้องกันฟ้าผ่า และระบบสายดิน
2.6.1 หัว Air Terminal เป็นแท่งทองแดงหรือแท่งทองเหลือง ปลายเรียวแหลม ติดตั้งที่ปลายสุดของท่อเหล็กอาบสังกะสี ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 นิ้ว หนา 3 มม. หรือใกล้เคียง ยึดติดกับโครงเหล็กเสาอากาศให้มั่นคงแข็งแรง และปลายท่อเหล็กนี้ต้องโผล่พ้นยอดโครงเหล็กเสาอากาศไม่ต่ำกว่า 3 เมตร
2.6.2 สายดิน (Primary Ground) ที่ใช้โยงโคนแท่ง Air Terminal โดยเดินสาย ดินลงมาตามขาเสาอากาศโครงเหล็ก (Main Leg) จนถึงฐานเสาอากาศโครงเหล็กและเชื่อมต่อเข้ากับแผ่นทองแดงในข้อ 2.6.4 ให้มี Supporter ทุก ๆ ช่วง 2.0 เมตรยึดติดกับโครงสร้างเสาอากาศโดยใช้ ลูกถ้วย ceramic จับยึดให้มันคงแข็งแรง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด Flash Over ระหว่างสายดินกับตัวโครงสร้างเสาอากาศ สำหรับสายดิน (Primary Ground) ให้ใช้สายทองแดงเปลือยชนิดหลายเส้นตีเกลียวขนาดพื้นที่หน้าตัดไม่น้อยกว่า 50 ตารางมิลลิเมตร และให้ร้อยสายดินไว้ในท่อ PVC ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว สูงจากพื้นขึ้นไป 3 .00 เมตร
2.6.3 บริเวณโคนเสาอากาศให้ฝังแท่ง Ground Rod เป็นแท่งเหล็กหุ้มทองแดง(Copper Clad Ground Rod ) หรือแท่งเหล็กชุบทองแดง(Copper Bond Ground Rod )ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 5/8 นิ้ว (15 มิลลิเมตร) ยาวไม่น้อยกว่า 2.40 เมตร โดยการตอกหรือฝังให้ลึกจากผิวดิน ไม่น้อยกว่า 0.30 เมตร สายอากาศทั้ง 3 ขา จำนวนแท่ง Ground Rod ที่จะต้องตอกหรือฝังทั้งหมดให้มีจำนวนสอดคล้องกับค่าความต้านทานที่ กำหนดไว้ในข้อ 2.6.6 การเชื่อมระหว่างแท่ง Ground Rod ให้ใช้สายทองแดงเปลือยชนิดหลายเส้นตีเกลียว ขนาดพื้นที่หน้าตัด ไม่น้อยกว่า 50 ตารางมิลลิเมตร วิธีการเชื่อมต่อทุกจุดให้ใช้แบบที่หลอมละลายเป็นเนื้อเดียวกัน (Exothermic Welding)
2.6.4 ที่โคนขาเสาอากาศโครงเหล็กซึ่งสายดินเกาะอยู่ ให้มีแผ่นทองแดงจำนวน 1 แผ่น ขนาดไม่น้อยกว่า 12 * 12 นิ้ว ความหนาไม่น้อยกว่า 3มม. ฝังลึกในพื้นดินไม่น้อยกว่า 0.30 เมตรแล้วต่อเชื่อมกับสายดิน (Primary Ground) ในข้อ 2.6.3
2.6.5 ที่โคนขาเสาอากาศทั้ง 3ขา ในแต่ละขาให้ใช้สายทองแดงเปลือยชนิดหลายเส้นตีเกลียว ขนาดพื้นที่หน้าตัดไม่น้อยกว่า 70 ตารางมิลลิเมตร เชื่อมต่อกับสายทองแดงเปลือยชนิดตีเกลียวส่วนที่ฝังในดินตามข้อ 2.6.3 แล้วนำไปยึดด้วย Bolts และ Nuts ซึ่งทำจากโลหะไร้สนิม (Stainless Steel)
2.6.6 ผู้เสนอราคาต้องทำการวัดตรวจสอบระบบสายดินตามข้อ 2.6.2 ให้มีค่าความต้านทานไม่
เกิน 10 โอห์ม โดยวัดที่พื้นดิน หากดำเนินตามข้างต้นนี้แล้วไม่สามารถทำให้ค่าความต้านทานได้ตามที่กำหนดไว้ จะต้องตอกแท่ง Ground Rod ให้ลึกกว่าเดิมหรือเพิ่มจำนวนแท่ง Ground Rod (หรือใช้สารเคมี ) จนกว่าจะได้ค่าความต้านทาน 10 โอห์ม ตามที่กำหนดไว้
2.7 การทาสีเสา
2.7.1 การทาสีเสาอากาศ Self Support นี้ให้เป็นไปตามกฎของกรมการบินพาณิชย์โดยแบ่งช่วงของเสาอากาศโครงเหล็กออกเป็น 7 ช่วง ทาสีขาวสลับสีส้มโดยให้ส่วนยอดสุดและส่วนล่างสุดของเสาอากาศโครงเหล็กเป็นสีส้ม
2.7.2 การทาสี ให้ทาสีรองพื้นก่อน 1 ครั้ง และทาสีทับหน้าอีกไม่น้อยกว่า 2 ชั้น
2.7.3 สีที่ใช้เป็นชนิด Acrylic Water Base Enamel หรือเทียบเท่าที่ผลิตสำหรับงานทาสีเสาสูง โดยเฉดสีจะต้องได้มาตรฐานที่ FAA กำหนดไว้ (ส่งเอกสารประกอบให้ระบุเบอร์ของสีรองพื้นและเบอร์ของสีทับหน้าที่ใช้งานด้วย
2.8 การทำระดับ
2.8.1 ต้องปรับระดับพื้นและเทลานคอนกรีตภายใต้เสาอากาศโครงเหล็กให้เรียบ และเทคอนกรีตทับ ความหนาของพื้นผิวเมื่อคอนกรีตเมื่อลาดเอียงแล้วจะต้องมีความหนาไม่น้อยกว่า 0.10 เมตร เสริมเหล็กเส้นผ่าศูนย์กลาง 6มิลลิเมตร ระยะห่าง 0.20 เมตร ทั้งสอง พื้นผิวคอนกรีตขัดหยาบ
2.8.2 ระดับของฐานรับเสาอากาศโครงเหล็ก หรือระดับตอม่อของฐานรากเสาอากาศโครงเหล็กต้องยกสูงกว่าระดับพื้นลาน คสล. ใต้ฐานเสาอากาศไม่น้อยกว่า 0.30 เมตร
2.9 เสาเข็มคอนกรีต
2.9.1 เสาเข็มที่ใช้ต้องเป็นเสาเข็มคอนกรีตอัดแรงที่ได้รับมาตรฐานอุตสาหกรรมหรือเสาเข็มเจาะก่อนปฏิบัติงาน ต้องส่งรายละเอียดของเสาเข็มที่ใช้ให้ กรม ฯ พิจารณาอนุญาตก่อนการก่อสร้าง
2.9.2 ปูนซีเมนต์ที่ใช้ในการผสมคอนกรีตต้องเป็นของใหม่และได้มาตรฐานอุตสาหกรรมเลขที่ มอก.15 เล่ม 1-2532 ประเภทหนึ่ง เช่น ตราช้าง, ตราเพชร, ตราพญานาคเศียรเดียวหรือตราเอราวัณ
2.9.3 ทรายที่ผสมคอนกรีตต้องเป็นทรายหยาบน้ำจืด มีเม็ดแข็งสะอาดปราศจากวัสดุอื่นไดเจือปนก่อนนำมาใช้ต้องล้างน้ำให้สะอาด
2.9.4 หินที่ใช้ผสมคอนกรีตมีลักษณะเป็นเหลี่ยมค่อนข้างกลม มีส่วนเรียบแบนปะปนอยู่ได้ไม่เกิน 15% แข็งแกร่ง, ไม่ผุกร่อนและต้องสะอาดปราศจากสินแร่ หรืออินทรีย์สารอื่นๆ เจือปน ก่อนนำมาใช้ต้องล้างน้ำให้สะอาด
2.9.5 น้ำที่นำมาใช้ในการผสมคอนกรีต ตลอดจนน้ำที่ใช้ล้างวัตถุเพื่อการนี้ ต้องใช้น้ำจืดที่สะอาด
2.9.6 เหล็กเสริมคอนกรีตที่ใช้ในการก่อสร้างนี้เป็นเหล็กเสริมคอนกรีตตามมาตรฐานกระทรวงอุตสาหกรรม (มอก.) เลขที่ มอก.24-2536 และเลขที่ มอก.20-2527 เมื่องอได้ที่แล้วจะไม่มีรอยชำรุดหรือหัก ต้องเป็นของใหม่ไม่เคยใช้งานมาก่อน
2.9.7 กำลังอัดประลัยของแท่งคอนกรีตรูปทรงลูกบาศก์เมื่ออายุ 28 วัน ต้องไม่น้อยกว่า 240 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร.
3. การคำนวณและการออกแบบโครงสร้าง เสาอากาศโครงเหล็ก
3.1 ผู้เสนอราคาต้องคำนวณโครงสร้างของเสาอากาศโครงเหล็ก ฐานรากของเสาอากาศโครงเหล็กแส่วนประกอบ
ต่าง ๆ ของเสาอากาศโครงเหล็กโดยละเอียดในวันเสนอราคา การออกแบบเสาอากาศโครงเหล็กนี้ให้ใช้
มาตรฐานของ EIA (Electronic Industries Association ) RS-222-F และ AISC
(American Institute Of Steel Construction)
3.2 แรงที่เกิดจากความเร็วลมที่ใช้ในการคำนวณออกแบบ ต้องไม่ต่ำกว่า 130 กม ./ชั่วโมง (ในกรณีความเร็วลม
มากกว่า 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กรมฯ จะเป็นผู้กำหนดความเร็วลมเป็นกรณีไป) กระทำต่อสายอากาศดังนี้
3.2.1 อุปกรณ์สายอากาศตาม 2.2
3.2.2 บันไดและ Feeder Rack
3.2.3 Work Platform, Rest Platform
3.2.4 อุปกรณ์สายไฟฟ้า, ระบบควบคุมสัญญาณไฟและท่อเหล็กอาบสังกะสีร้อยสายไฟ ระบบสายล่อฟ้า พร้อมอุปกรณ์ประกอบต่าง ๆ ตาม
3.2.5 กำหนดให้มีค่า Sway และ Twist Angle ของเสาอากาศโครงเหล็กได้ไม่เกิน +/- 5 องศา
3.2.6 รายการคำนวณต่างๆ ของผู้เสนอราคา กสท. จะตรวจสอบเฉพาะ Criteria เท่านั้น ส่วนรายละเอียดในการคำนวณให้อยู่ในความรับผิดชอบของวิศวกรผู้ออกแบบของผู้เสนอราคา และ กรมฯ สงวนสิทธิ์ในการเรียกร้องค่าเสียหายที่เกิดจากผู้เสนอราคา
3.3 การออกแบบฐานรากเสาอากาศ
3.3.1 ผู้เสนอราคาต้องออกแบบฐานรากเสาอากาศ โดยนำค่าแรงปฏิกิริยาของฐานรากที่ได้จากการออกแบบเสาอากาศตามข้อ 3.1 ไปออกแบบฐานรากเสาอากาศ โดยออกแบบให้เป็นไปตามข้อกำหนดของ EIA.-222-F และ AISC
3.3.2 ผู้เสนอราคาต้องทำการขุดเจาะสำรวจวิเคราะห์วิจัยดิน เพื่อเป็นข้อมูลในการออกแบบฐานรากและเสาเข็ม โดยผู้เสนอราคาต้องส่งรายการคำนวณเสาเข็มและฐานรากของเสาอากาศมาพร้อมกับผลการขุดเจาะสำรวจวิเคราะห์วิจัยดินมาขอความเห็นชอบจาก กรมฯ ก่อนดำเนินการตอกเสาเข็มและเมื่อผู้เสนอราคาจะทำการตอกเสาเข็มหรือเจาะเสาเข็มต้นแรก จะต้องแจ้งให้ กรมฯ ทราบล่วงหน้า เพื่อผู้ว่าจ้างจะได้ส่งวิศวกรไปตรวจสอบการตอกเสาเข็ม และกำหนด Blow Count ให้ หรือตรวจสอบการเจาะเสาเข็มต้นแรกถูกต้องหรือไม่ ในกรณีที่ใช้ฐานรากแบบมีเสาเข็ม
3.3.3 ผลของข้อมูลการขุดเจาะ สำรวจวิเคราะห์วิจัยดินที่จะนำมาใช้เป็นข้อมูล ในการออกแบบฐานราก ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดดังนี้
3.3.3.1 กรณีออกแบบฐานรากเป็นฐานรากชนิดใช้เสาเข็ม ให้ใช้อัตราส่วนปลอดภัยดังนี้
F.S = 2.5 สำหรับเสาเข็มที่รับแรงดึง
F.S = 2.0 สำหรับเสาเข็มที่รับแรงอัด
3.3.3.2 กรณีออกแบบฐานรากเป็นฐานรากชนิดวางบนดินให้ใช้อัตราส่วนปลอดภัยดังนี้
F.S = 2.5 สำหรับแรงแบกทานของดินและต้องมีค่า และต้องมีค่า Safety Against Up-Lift ของฐานรากไม่ต่ำกว่า 2.0 โดยไม่คิดค่า Angle Of Internal friction ของดิน
3.3.4 ในกรณีผู้เสนอราคาใช้เสาเข็มเจาะให้ผู้เสนอราคาทำการทดสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็ม
(Seismic Test) เสนอ ก่อนก่อสร้างฐานราก

4. โครงสร้างเสาอากาศประกอบด้วย
4.1 รูปร่างและขนาดของเสาอากาศให้เป็นไปตามข้อ 2.1
4.2 เหล็กขาเสา ( Tower leg ) ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) หรือ JIS หรือ
มาตรฐานอื่นที่เทียบเท่า (ให้ส่งเอกสารแสดงคุณสมบัติทางกลของเหล็ก)
4.3 เหล็กไขว้ (Primary Bracing) ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.)เลขที่ 1227-2536 หรือ JIS
หรือ มาตรฐานอื่นที่เทียบเท่า (ให้ส่งเอกสารแสดงคุณสมบัติทางกลของเหล็ก)
4.4 เหล็กไขว้รอง (Secondary Bracing) ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.)เลขที่ 1227-2536
หรือมาตรฐานอื่นที่เทียบเท่า (ให้ส่งเอกสารแสดงคุณสมบัติทางกลของเหล็ก)

4.5 สกรู ,น็อต ,แหวนสปริง ,แหวนเรียบประกับ
4.6.1 มี Tensile Strength 80 กรัมต่อตารางมิลลิเมตร และมี Yield Strength
64 กิโลกรัมต่อตารางมิลลิเมตร
4.6.2 มีการอาบสังกะสีตามมาตรฐาน ASTM A 153 เป็น Hot Dip Galvanizing
Process
4.6 ให้อาบสังกะสีทุกชิ้นส่วนที่เป็นเหล็กทั้งหมดรวมทั้งบันได และ Feeder Rack ต้องกระทำภายหลังจาก
ที่ได้ตัด ต่อ , เจาะ, และเชื่อมประสานไฟฟ้าเสร็จแล้ว และให้อาบสังกะสีโดยวิธี Hot Dip
Galvanizing Process ตามมาตรฐาน ASTM A 123 หนาไม่ต่ำกว่า 0.80
มิลลิเมตร
4.7 การเชื่อมยึดเหล็กให้ใช้มาตรฐาน AWS (American Welding Society)หรือเทียบเท่า
4.9 วัสดุต่าง ๆ ที่ผู้เสนอราคานำมาใช้กับงานนี้ จะต้องได้รับการตรวจสอบว่าถูกต้องจากคณะกรรมการตรวจการ
จ้าง ก่อนที่จะทำการก่อสร้างหรือติดตั้ง เพื่อให้ถูกต้องตามแบบและรายการกำหนด
5. การเสนอราคา
ผู้เสนอราคาต้องเสนอเอกสารดังนี้
5.1 รายการคำนวณ
5.1.1 รายการคำนวณให้แสดงขนาดเหล็ก, ความยาวเหล็ก, พื้นที่ปะทะลม, แรงปะทะลม ที่กระทำกับ
เสาอากาศโครงเหล็กและอุปกรณ์ทีนำมาติดตั้ง น้ำหนักของเสาอากาศโครงเหล็กและแรงต่างๆ
ทางด้าน Vertical และ ทางด้าน Horizontal โดยละเอียดในแต่ละ Section
5.1.2 ให้แสดงรายละเอียดการคำนวณ โครงสร้างของเสาอากาศโครงเหล็ก และอุปกรณ์ประกอบ
ต่าง ๆ ของเสาอากาศโครงเหล็กโดยครบถ้วน
5.1.3 รายการคำนวณต้องให้วิศวกรโยธาประเภทสามัญวิศวกร ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพ
วิศวกรรมควบคุม พ.ศ. 2505 ลงนามกำกับทุกแผ่น
5.2 แบบแปลนและแผนผัง
5.2.1 ให้แสดงรายละเอียดของฐานรองรับโครงเสาอากาศ, โครงสร้างเสาอากาศทั้งต้น
5.2.2 รูปตัดเสาอากาศโครงเหล็กทุก Block แสดงขนาดเหล็กต่าง ๆ ที่ใช้โดยครบถ้วน

5.3 แค็ตตาล็อก ที่ต้องแสดง
5.3.1 มาตรฐานที่ใช้ในการออกแบบ TIA/EIA.222-F
5.3.2 มาตรฐาน ASTM แสดงการชุบกันสนิม
5.3.3 มาตรฐาน AISC เกี่ยวกับงานโครงสร้างรากฐาน
5.3.4 มาตรฐานของเหล็กรูปพรรณที่ใช้ในการออกแบบ
5.3.5 โคมไฟสัญญาณ
5.3.6 สี ที่ใช้ทาเสา
5.3.7 มาตรฐานของสายไฟ
5.3.8 มาตรฐานของ สกรู นอต ที่ใช้
5.3.9 หนังสือรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรมของโรงงานผู้ผลิต จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม ว่าได้
มารตรฐานของ การผลิตเสาอากาศ
5.4 หนังสือรับรองผลงานของผู้เสนอราคาที่เคยติดตั้งโครงเหล็กเสาอากาศ ที่มีความสูงไม่ต่ำกว่า 60 เมตร
ให้กับหน่วยราชการ หรือเอกชน
6. อื่น ๆ
ผู้เสนอราคาจะต้องเป็นโรงงานผู้ผลิตเสาหรือตัวแทนจำหน่ายจากโรงงานผู้ผลิต ที่ได้รับใบอนุญาต ประกอบกิจการโรงงาน
ประเภทเสาอากาศ และได้รับ มาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) จาก สำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม ประเภท โรงาน
ผลิตเสาอากาศ และรับรองว่า จะสามารถจัดสร้างหรือจัดทำเสาอากาศตามจำนวนที่กำหนดไว้ นับจากวันที่ กรมฯ
ลงนามในหนังสือยืนยันตกลงซื้อ ภายใน 120 วัน